เชื่อไหมคะว่าความเครียดที่มากเกินไปทำให้เราสอบได้เกรดไม่ดี วิธีละลายความเครียดในรั้วมหาวิทยาลัยมีหลักการง่ายๆ อยู่ที่ “การบริหารเวลา” เพราะส่วนใหญ่ความเครียดมักเกิดจากเวลาที่เรารู้สึกว่าควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ยิ่งเราควบคุมอารมณ์ได้ดีเท่าไร ความเครียดและกังวลก็จะยิ่งน้อยลงไปด้วย ถึงตอนนั้นจึงจะสามารถสนใจกับการทำเกรดได้อย่างเต็มที่

               

ก่อนที่จะไปถึงเทคนิคละลายความเครียด หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยลดความเครียดได้คือการ “หัวเราะ” ค่ะ ดังนั้นเราควรจัดตารางเวลาไว้เพื่อทำกิจกรรมที่ได้หัวเราะบ้าง เช่น ดูหนังตลก ใช้เวลาผ่อนคลายและหัวเราะอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องคิดกังวลเรื่องการเรียน หลังจากได้พักเต็มที่แล้วค่อยหันกลับมาหาทางจัดการกับความเครียดและหาวิธีสอบให้ได้คะแนนดีๆ กันดีกว่า

6 วิธีละลายความเครียดในมหาวิทยาลัย

1. ดูว่าความเครียดของเราเกิดจากการบริหารเวลาไม่เป็นหรือไม่ – ถ้าความเครียดและวิตกกังวลของเราเกิดจากเราทำงานส่งไม่ทัน, ไม่มีเวลาทำแล็บ, กิจกรรมชมรมมากเกินไป, ทำงานหนัก, หรือมีภาระต้องดูแลแฟน สิ่งที่ควรทำคือตั้งใจบริหารเวลาให้ดีขึ้นกว่าเดิม การบริหารเวลาไม่เป็นเกิดจากการทำงานช้า, กะเวลาผิดพลาดเพราะคิดว่าน่าจะทำงานเสร็จได้ทันเวลา, และใช้เวลาในรายละเอียดที่ไม่สำคัญมากเกินไป

วิธีการละลายความเครียดของปัญหานี้คือ: หาเวลาว่างเพียงพอสำหรับทบทวนบทเรียนก็จะรู้สึกเครียดและกังวลลดลง และส่งผลให้เกรดดีขึ้นได้เอง

2. ทำตารางเวลาให้เหมาะกับบุคลิกภาพ, เวลาเรียน, และไลฟ์สไตล์ของเรา – ถ้าเรามีกิจกรรมทั้งนอกและในหลักสูตรต้องทำเยอะจนล้นมือ การจัดตารางตามแบบคนอื่น เช่น แต่ละวันต้องเรียน 60 นาที ทำกิจกรรม 60 นาที พักผ่อน 60 นาที ฯลฯ อาจไม่เหมาะกับเรานัก เพราะระหว่างที่ยังทำกิจกรรมไม่เสร็จ การเปลี่ยนไปนั่งเรียน 60 นาทีด้วยใจพะวักพะวงแต่กับกิจกรรมที่ทำไม่เสร็จคงไม่ดีนัก ดังนั้นลองหาวิธีจัดตารางให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของเราซึ่งแต่ละคนก็จะมีเทคนิคไม่เหมือนกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคืองานเสร็จทันส่งและเราไม่เครียดมากด้วย

3. หาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน – ยิ่งเรารู้วิธีการเรียนมากเท่าไร ความเครียดก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น มีงานวิจัยพบว่ายิ่งเราสามารถควบคุมความเป็นไปในชีวิตเราได้มากเท่าไรก็จะยิ่งส่งผลโดยตรงไปลดความเครียดและวิตกกังวลในการเรียนได้มากเท่านั้น สาเหตุที่ทำให้เราเครียดมักเกิดจากมีงานที่ต้องทำและวิชาที่ต้องเรียนจนล้นมือ ในเมื่อเราไม่สามารถเพิ่มเวลาให้มากกว่าวันละ 24 ชั่วโมงได้ เราคงต้องหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนและทำงานเพื่อให้ทำงานได้มากขึ้นในเวลาเท่าเดิม

4. ระวังอย่าเผลอทำกิจกรรมนอกหลักสูตรที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าบ่อยนัก – ทุกครั้งที่เราเริ่มตั้งสมาธิลงมืออ่านหนังสือและทำงานอย่างจริงจัง บรรดาทวิตเตอร์, อีเมล์, เว็บไซต์, หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ทำงานไม่เสร็จเสียที แม้เราคิดว่าคุย 10 นาทีแล้วค่อยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นอีก 10 นาทีก็ได้ แต่ความเป็นจริงเวลาไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่การตั้งสมาธิก่อนเริ่มลงมือทำงานต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่ ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องเช็คอีเมล์หรือโทรคุยกับใครก็ควรทำเสียให้เรียบร้อยก่อนลงมือทบทวนบทเรียน ดังนั้นหนึ่งในเทคนิคละลายความเครียดที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงการใช้อินเตอร์เน็ต, รับโทรศัพท์, ให้เพื่อนเข้ามาคุยในห้อง, หรือทำอะไรก็ตามที่อาจจะรบกวนการทบทวนบทเรียนกลางคันได้

5. ใช้เวลาวันละ 30-60 นาทีจัดตารางเวลา - ชั่วโมงแรกของแต่ละวันควรเริ่มต้นด้วยการจัดตารางสิ่งที่จะต้องทำในวันหรือสัปดาห์นั้น เสร็จแล้วให้หาที่ระบายความรู้สึกเครียดกังวลใส่อะไรสักอย่าง เช่น เขียนไดอารี่, เขียนบล็อก, หรือบ่นให้คนใกล้ตัวฟัง เมื่อสมองปลอดโปร่งและกิจกรรมที่ต้องทำได้รับการวางแผนเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นเราจะสามารถตั้งสมาธิกับการเรียนและทำงานในวันนั้นได้อย่างเต็มที่

6. แบ่งเวลาในแต่ละวันเพื่อทำงานที่เราถนัดบ้าง – บางครั้งสิ่งที่เรียนก็ไม่ใช่เรื่องที่เราถนัดเสมอไป เราอาจไม่มีเวลาพอที่จะนั่งฝึกทักษะที่ไม่ถนัดให้เก่งขึ้นแล้ววางเรื่องที่ถนัดไว้เฉยๆ เพราะการสอบไม่รอให้เราเก่งก่อน ดังนั้นอาจจะดีกว่าถ้าเราใช้ทักษะที่เราชำนาญที่สุดมาช่วยในการเรียน ส่วนการพัฒนาทักษะที่ไม่ถนัดเก็บไว้ตอนที่ไม่ต้องกังวลกับการสอบก็ได้ เช่น ถ้าเราเป็นคนถนัดการเรียนโดยการอ่านและเขียนแต่ไม่ถนัดการฟัง ดังนั้นไม่ควรอัดเลคเชอร์เพื่อกลับไปฟังหรือถอดเทปเพื่อพัฒนาทักษะการฟังในยามที่วันสอบใกล้เข้ามาแล้ว แต่ควรอ่านเตรียมก่อนไปฟังเลคเชอร์ ฟังแล้วจดและกลับมาอ่านทบทวนหรือเขียนโน้ตย่อมากกว่า ส่วนทักษะการฟังค่อยไปพัฒนาตอนทำงานที่ไม่จำเป็นต้องสอบทำเกรดแล้วก็ยังได้ วิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเครียดและกังวลในขณะเรียน แต่ถ้าใครคิดว่าตนเองไม่เครียดอยู่แล้วและอยากพัฒนาทักษะที่ไม่ถนัดก็ทำได้ตามอัธยาศัย

 

สรุปคือการบริหารเวลาให้ได้อย่างเหมาะสมถือเป็นวิธีสำคัญในการช่วยลดความเครียดขณะเรียนได้เพราะทำให้เรารู้สึกว่าสามารถควบคุมทุกสิ่งรอบตัวให้เป็นไปได้ดังที่วางแผน ถ้าเราเครียดหรือกังวลต่อการเรียนมากเกินไป หรือไม่สามารถบริหารเวลาได้ดี การทำเกรดได้สูงๆ ในคณะที่มีคนระดับสติปัญญาใกล้เคียงกับเราอาจเป็นเรื่องยากขึ้นมาก็ได้

 

ที่มา: Too Stressed to Study? 6 College Stress Management Tips [Internet].  [cited 2010 Oct 8];Available from: http://theadventurouswriter.com/blog/too-stressed-to-study-college-stress-management-tips/

 

Comment

Comment:

Tweet

ชั่งเป็นบทความที่มีคุณค่ายิงเลยจ้ะ ชอบจัง
haijai.com

<ul class="head_main-menu">
<li class="first health">สุขภาพ

<ul>
<li>การดูแลสุขภาพ</li>
<li>อาหารเพื่อสุขภาพ</li>
<li>ออกกำลังกาย</li>
<li>สุขภาพผู้หญิง</li>
<li>สุขภาพผู้ชาย</li>
<li>สุขภาพจิต</li>
<li>โรคและการป้องกัน</li>
<li>สมุนไพรเพื่อสุขภาพ</li>
</ul>
</li>
<li class="pregnancy">แม่ตั้งครรภ์

<ul>
<li>สุขภาพแม่ตั้งครรภ์</li>
<li>พัฒนาการ ตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์</li>
<li>อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์</li>
<li>โรคขณะตั้งครรภ์</li>
<li>การคลอด</li>
<li>หลังคลอด</li>
<li>การออกกำลังกาย</li>
<li>คำถาม แม่ตั้งครรภ์สงสัย</li>
</ul>
</li>
<li class="baby">ทารกแรกเกิด

<ul>
<li>สุขภาพทารกแรกเกิด</li>
<li>ผิวทารกแรกเกิด</li>
<li>การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด</li>
<li>การดูแลทารกแรกเกิด</li>
<li>โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด</li>
<li>เลี้ยงลูกด้วยนมแม่</li>
<li>อาหารสำหรับทารก</li>
<li>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเด็กทารก</li>
</ul>
</li>
<li class="last child">เด็กโต

<ul>
<li>สุขภาพเด็ก</li>
<li>ผิวเด็ก</li>
<li>การพัฒนาการเด็ก</li>
<li>การดูแลเด็ก</li>
<li>โรคและวัคซีนเด็ก</li>
<li>อาหารสำหรับเด็ก</li>
<li>การเล่นและการเรียนรู้</li>
<li>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเด็ก</li>
</ul>
</li>
</ul>

#1 By haijai.com (61.91.129.143|61.91.129.143) on 2014-04-08 17:33